|
ทองผาภูมิ สุดเขตแดนสยามฝั่งตะวันตก สถานที่ ซึ่งถูกกล่าวขานมาช้านาน ของนักสำรวจบุกเบิก เพื่อหวังร่ำรวยของนักขุดทอง และยังเพื่อพื้นที่ประวัติศาสตร์ ของการล่าอณานิคมของประเทศมหาอำนาจ จากภาพยนต์ "มหาลัยเหมืองแร่" ทำให้นักเดินทางหลาย ๆ คน อยากเข้าไปสัมผัสดินแดนของนักขุดทอง แห่งนี้
ระยะทางจากตัวเมืองกาญจนบุรี มีเส้นทางท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยว ทางธรรมชาติ ถ้าจะว่าไป หลายคนอาจจะคุ็นเคยกับเอกลักษณ์เด่น ๆ อย่างเส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ แม่น้ำแคว น้ำตกไทรโยค น้ำตกเอราวัณ หรือด่านเจดีย์สามองค์ แต่นั่นก็มีสุดเขตแดนอีกแห่งอย่างทองผาภูมิ ที่เริ่มได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยว ซึ่งใช้เวลาในการเดินทางจากตัวเมือง 2 - 3 ชั่วโมง
|
|
เพื่อนอีแน็คของเรา ได้สัญจรผ่านแหล่งท่องเที่ยวรายทาง ก่อนที่จะตุนเสบียง ณ ตลาดทองผาภูมิ ก่อนที่จะขับรถเลาะเลียบโค้งน้อยใหญ่ และไต่ระดับความสูง ของแนวเทือกเขา
ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยเขย่ง และป่าเขาช้างเผือก ในช่วงฤดูฝน ทำให้ผืนป่าเขียวชะอุ่ม ละอองของฝน ทำให้เกิดกลุ่มหมอก เหนือหุบเขา ด้วยผลของลมมรสุม ทั้งเหนือและใต้ ที่แผ่ขยายมาบรรจบกัน ทำให้เป็นอีกมนต์เสน่ห์ ของทองผาภูมิ
เมื่อผ่านระดับความสูงไปเรื่อย ๆ ณ บางจุดชมวิว บนเส้นทางก่อนถึง อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เป็นจุดพักรถ และชมวิวทั้งภุเขา และเขื่อนวชิราลงกรณ์ หรือเขื่อนเขาแหลม ถ้าให้เวลากับจุดนี้สักหน่อย จะเห็นนกชนิดต่างๆ บินผ่านและแวะกินลูกไม้ ให้รู้สึกตื่นเต้นด้วยสีสันของนกต่าง ๆ อาทิ นกพญาไฟ นกเขียวก้านตอง นกขมิ้น นกโพระดก เป็นต้น |
|
|
|
|
|
ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จุดกางเต็นท์ และบ้านพัก นับว่าได้ชมวิวบรรยากาศของทะเลหมอก และแนวเขาสลับซับซ้อน ทั้งน้อยใหญ่ เยอะแยะมากมาย มองไปสุดสายตา เป็นอีกฝั่งหนึ่งของประเทศเพื่อนบ้าน จุดเด่นของอุทยานแห่งนี้ คือบ้านพัก ที่สูงระดับเรือนยอด ที่เรียกว่าบ้านทาร์ซาน
อากาศค่อนข้างจะเย็น และชุ่มชื่นตลอดเวลา ยิ่งพลบค่ำความเงียบสงบตัดกับเสียงแมลง หลากหลายชนิด รวมทั้งเสียงนกที่หากินเวลากลางคืน ปะปนกันไป ผสมกับกลิ่นไอดิน ที่แตกต่างจากชุมชนเมืองมากมาย เป็นความสุขยิ่งสำหรับคนรักธรรมชาติ
|
|
ก่ิอนจะรุ่งเช้าของวันใหม่ ฝนยังคงโปรยปรายลงมาอีกระลอก ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา ของฤดูฝน ยิ่งอยู่บนแนวภูเขาด้วยแล้ว มวลอากาศรวมตัวและกลั้นเป็นเม็ดฝน ได้ ทุกช่วงเวลา คนที่ไม่ชอบอากาศชื้นแฉะ ก็คงจะรู้สึกตรงกันข้ามกับเพื่อนอีกแน็ค เป็นแน่ เพราะสิ่งที่พวกเราคิดว่าสวยงาม ตามธรรมชาติของ ป่าฝน คือการผลิใบของต้นไม้น้อยใหญ่ รวมถึงพืชชั้นต่ำอย่างเห็ดรา มอส และเฟิร์น ตามคาคบไม้ หรือเหนือพื้นดิน ต่าง ๆ
เมื่อเราเริ่มเดิน สิ่งที่หลายคนปฏิเสธจะชอบมัน ก็เริ่มทักทาย นั่นคือ ทากดูดเลือด เล่นเอาบางคนในกลุ่มกระโดดโหย่ง เมื่อรู้ว่ามีทากตามทางเดิน แต่นั่นเป็นทากในชุดฝนแรก ทำให้ตัวยังเล็กนัก แต่ใช่ว่าทำตัวน่ารักตามวัยไม่
|
|
ชมวิวกันไป ถ่ายรูปกันไป หาข้อมูลเพิ่มเติม ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ของอุทยาน ฯ ความเป็นกันเองของเจ้าหน้าที่ ทำให้เราได้จุดหมายในการเดินทางเพิ่มเติม ก่อนตัดสินใจและเก็บสัมภาระ แล้วออกเดินทางต่อ ไปยัง บ้านอิต่อง ต.ปิล๊อก ชุมชนที่มีสายธารแร่พาดผ่าน ใช้เวลาเดินทางเกือบชั่วโมง เนื่องด้วยต้องผ่านโค้งขึ้นเขาอีกหลายโค้ง
ชุมชนเล็ก ๆ ที่ดูเรียบง่าย ชุมชนบ้านเรือนที่สร้างชิดแนวเขา ทำให้มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งก็มีบ้านพักให้นักท่องเที่ยวใน แบบโฮมสเตย์
บรรยากาศในวันนั้น มีหมอกปกคุ้มทั้งหมู่บ้าน เดินเล่นรอบชุมชน พร้อมกับละอองน้ำที่เกาะตามตัวจนชุ่มเย็น |
|
 |
เพื่อนอีแน็ค ของเราได้เที่ยวชมบรรยากาสหลากหลายจุด อย่างไม่ต้องรีบเร่ง เสมือนว่าเวลาในพื้นที่แห่งนี้ เดินไปอย่างช้า อาจจะเป็นเพราะ ผู้คนในชุมชนแห่งนี้ ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ได้รีบเร่ง บวกกับอากาศที่สลัวของละอองฝน ทำให้อยากจะเอนกายหยุดพักให้สบายตัว แต่ด้วยภาระกิจและหน้าที่การใช้ชีวิต ที่ต้องดำเนินในเมืองใหญ่ จึงหลีกไม่พ้นที่จะต้องตัดใจจากสถานที่แห่งนี้ |
|
แต่นั่นก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องเลวร้าย หรือน่าเสียดายไม่ การได้เดินทาง การได้พบเห็น การได้พักผ่อน ย่อมเป็นเรื่องที่ดีในการเติมต่อชีวิต และความฝันให้ไปได้ไกลต่อไป
อนึ่ง เพื่อนอีแน็คยังพึงระลึกถึงการเดินทางในครั้งนี้ พร้อมทั้งความรู้สึก และคาดหวังว่าจะได้มาเยือน ในครั้งต่อไป เมื่อมีโอกาส พร้อมทั้งเชื้อเชิญเพื่อน ๆ คนอื่นได้ไปสัมผัส ณ ที่แห่งนี้ |
|
|
 |
|
 |
 |
 |