เสือโคร่ง
สัตว์ป่าที่มีความสง่างาม และความลึกลับของวิถีการดำรงชีวิตที่น่าเกรงขาม คนส่วนใหญ่ยังอาจไม่เข้าใจถึงภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของเสือโคร่ง อาจเพราะเรามักพบเสือดคร่งตามสวนสัตว์ หรือสถานที่เพาะเลี้ยง ซึ่งในความเป็นจริง เสือโคร่งที่อยู่ในป่าธรรมชาติ อย่างเช่นห้วยขาแข้ง ซึ่งมีพื้นที่ 2,574 ตารางกิโลเมตร มีเสือโคร่งเพียง 30 ตัว แต่บางสถานที่เพาะเลี้ยงกลับมีเสือโคร่งในกรงแคบ มากกว่าในป่าธรรมชาติอีก ลักษณะ
เสือโคร่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเสือทั้งหมด มีกำลังมากและแข็งแรง อุ้งเท้าใหญ่ เล็บแหลมคม หูมีลักษณะกลม ตั้งและมีขอบสีดำ ตรงกลางเป้นสีขาว ตาสีเหลืองทอง มีขนยาวสีขาวบริเวณใบหน้าและแก้ม โดยขนบริเวณนี้ในตัวผู้จะยาวมากกว่าตัวเมีย ลำตัวสีเข้มแดงหรือเหลืองทองมีแถบดำพาดผ่านเช่นเดียวกับบริเวณลำตัว จึงทำให้ดูเป็นปล้องๆ
การกระจายพันธุ์
ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า และมาเลเซีย
นิเวศวิทยา และพฤติกรรม
เสือโคร่งมีอาณาเขตในการหาอาหารกว้างใหญ่ มักชอบอาศัยในป่าใกล้แหล่งน้ำ และมีอาหารสมบูรณ์ มักหาอาหารโดยลำพัง ยกเว้นในช่วงที่ตัวเมีย มีลูกอ่อนซึ่งตัวผู้จะช่วยดูแลลูกและช่วยหาอาหาร อาหารที่ชอบมักเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น วัวป่า ความยป่า กวาง กระทิง แต่พบว่า เสือโคร่งชอบล่าเก้งเป็นอาหารมากที่สุด เสือโคร่งมักกินเหยื่อบริเวณ ตะโพกก่อน เมื่อเหลือจะนำไปซ่อน แล้วกลับมากินใหม่จนหมด นอกจากนี้เสือโคร่งอาจจะกินลูกเสือโคร่งเองที่ยังเล็กเป็นอาหารอีกด้วย
เสือโคร่งมักหาอาหารทั้งกลางวันและกลางคืน ว่ายน้ำเก่งมาก มีอาณาเขตพื้นที่ครอบครองกว้างขวาง โดยเฉพาะเสือตัวผู้จะแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ โดยใช้เล็บตะกุยดินหรือปัสสาวะรดต้นไม้ ในฤดูผสมพันธุ์ตัวผู้ จะรับรู้ถึงความต้องการของตัวเมีย จากเสียงร้องถี่ๆ ปกติเสือจะหลีกเลี่ยงจากการปะทะต่อสู้กัน เพื่อไม่ให้สูญเสียพลังงานหรือบาดเจ็บ เสือโคร่งตัวผู้เมื่อผสมพันธุ์กับตัวเมียแล้วจะแยกไป และอาจผสมกับตัวเมียตัวอื่นได้อีก เสือตัวเมียใช้เวลาตั้งท้องประมาณ 3 เดือน และจะออกลูกในที่ปลอดภัย ออกลุกครั้งละ 1 - 7 ตัว ลูกเสือที่เกิดใหม่ยังไม่ลืมตา ตัวที่ไม่แข็งแรงจะตายไปก่อน ลูกเสือที่รอดจะถูกแม่เสือฝึกให้หาอาหาร และล่าเหยื่อในธรรมชาติ เพื่อการดำรงชีวิตด้วยตัวเอง ในอนาคต เมื่อลูกเสือสามารถหาเหยื่อได้ด้วยตัวเองแล้ว แม่เสือจะแยกตัวออกไป แต่มีบางครั้งที่ลูกเสือโคร่งมักตายหลังจากแยกตัวออกมาอยุ่ตามลำพัง เนื่องจากการต่อสู้กับเสือโคร่งตัวอื่นที่โตเต็มวัย
ความสำคัญของเสือโคร่ง ในระบบนิเวศน์ป่าไม้
-
ควบคุมประชากรของสัตว์กินพืชไม่ให้มีจำนวนมากเกินไป ซึ่งถ้าหากว่าในป่าธรมชาติมีจำนวนของสัตว์กินพืชมากเกินไปแล้ว จะส่งผลเสียต่อระบบนิเวศน์ในป่าเพราะว่าสัตวกินพืชเหล่านี้ จะกินพืชเป็นอาหารจนหมดป่า และเมื่อพืชอาหารหมดไปแล้วสัตว์กินพืช ก็ไม่สามรถมีชีวิตอยู่ได้ เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์
-
กำจัดกลุ่มประชากรของสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ที่เป็นโรคและมีสายพันธุ์อ่อนแอไม่ให้มีโอกาสได้ขยายพันธุ์ เพื่อเพิ่มจำนวนสายพันธุ์สัตวืป่าที่อ่อนแอ ถึงแม้ว่าเสือโคร่งจะเป็นสัตว์ผู้ล่าที่มีขนาดใหญ่ ฉลาดและมีประสิทธิภาพในการล่าสูง แต่สัตว์ที่ตกเป็นเหยื่อของเสือโคร่งมักเป้นสัตว์ตัวที่เป็นโรค หรือที่อ่อนแอเท่านั้น ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าเสือโคร่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการอนุรักษ์สายพันธุ์ของสัตว์ป่าที่แข็งแรง และสมบูรณ์ ให้ดำรงเผ่าพันธุ์อยู่คู่ผืนป่าแห่งนั้นๆ ต่อไปในอนาคต
-
ควบคุมปริมาณสัตว์ผู้ล่าชนิดอื่นๆ ไม่ให้มีมากเกินไป เช่น เสือปลา ชะมดแผงหางปล้อง หมาใน อีเห็นธรรมดา เพียงพอน หมาหริ่ง ฯลฯ เพราะสัตว์ผู้ล่าเหล่านี้ หากมีมากเกินไปก็ทำให้ปริมาณสัตว์ที่ถูกล่าขนาดเล็ก จะลดลงมากเกินสมดุล อาทิ หนู ปลา ปู เขียด ไก่ฟ้า นกยูง ฯลฯ
-
เป็นชนิดพันธุ์ที่สร้างแหล่งอาหารให้กับสัตว์อื่นๆ ในระบบนิเวศน์เนื่องจากเนื้อส่วนที่เหลือของซากสัตว์ที่เสือโคร่งล่าไว้ จะตกเป็นอาหารของฝูงนกแร้ง เศษกระดูกจะกลายเป็นแหล่งแคลเซียมที่สำคัญของกลุ่มฟันแทะ เช่น เม่นใหญ่แผงคอสั้น อ้นใหญ่ อ้นกลาง และอ้นเล็ก
|