ความรู้เกี่ยวกับสัตวป่า
 
เต่ามะเฟือง
เต่ามะเฟือง (Leatherback Turtle)
เต่าตะนุ
เต่าตะนุ (Green Turtle)
เต่ากระ
เต่ากระ (Hawkbill Turtle)
เต่าหัวฆ้อน
เต่าหัวฆ้อน (Loggerhead Turtle)
เต่าหญ้า
เต่าหญ้า (Olive ridley Turtle)
เต่าทะเล : เป็นสัตว์เลื้อยคลาน ที่มีกระดูกสันหลัง เป็นสัตว์เลือดเย็น เกิดมาตั้งแต่สมัย Mesozoic มีการแพร่กระจายอยู่ในทะเลเขตร้อน และอบอุ่น ที่อุณหภูมิของน้ำสูงกว่า 19 องศาเซลเซียส ถึงแม้ว่าการดำเนินชีวิตของเต่าทะเลจะอาศัยอยู่ในน้ำ เป็นส่วนใหญ่ แต่จะขึ้นมาขุดหลุมวางไข่บนหาดทราย และกว่าที่เต่าทะเลจะเขาสู่วัย เจริญพันธุ์ได้นั้นต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ
 
เต่ามะเฟือง (Leatherback Turtle)

เป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ในโลก มีความยาวกระดองประมาณ 1.5 เมตร น้ำหนักมากกว่า 300 กิโลกรัม กระดองไม่เป็นเกร็ด แต่มีลักษณะเป็นแผ่นหนา สีดำ อาจมีแต้มปะสีขาว มีสันนูนตามแนวความยาวจากส่วนหัวถึงท้าย 7 สันทำให้คล้ายผลมะเฟือง

อาหารของเต่ามะเฟือง เนื่องจากเต่ามะเฟืองมีจะงอยปากที่สบกันเหมือนกรรไกร จึงมักกินอาหารที่อ่อนนุ่ม โดยเฉพาะแมงกระพรุน
เต่าตะนุ (Green Turtle)

มีอีกชื่อหนึ่งว่าเต่าแสงอาทิตย์ เพราะกระดองที่มีสีน้ำตาลและเป็นริ้วรัศมี กระจายจากส่วนของเกล็ด เกล็ดระหว่างตาหนึ่งคู่ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสอง รองจากเต่ามะเฟือง

อาหารของเต่าตะนุ เต่าตะนุเมื่อตัวอ่อนจะกินสัตว์น้ำขนาดเล็ก แต่เมื่อโตแล้วจะกินเฉพาะพืช อาทิ หญ้าทะเล สาหร่ายทะเล

เกล็ดระหว่างตา 1 คู่
เต่ากระ (Hawkbill Turtle)

ลักษณะเกล็ดบนกระดองซ้อนกันอย่างชัดเจน และมีความใสเป็นริ้วลวดลาย สวยงาม ปากเป็นจงอยแหลมงุ้ม คล้ายเหยี่ยว เกล็ดบนกระดองด้านข้างมี 5 คู่ ระหว่างตามีเกล็ด 2 คู่ ในอดีตมักถูกล่า เพื่อนำมา ทำเครื่องประดับ

อาหารของเต่ากระ เน่องจากเต่าชนิดนิ้มีหัวที่เรียวปากที่แหลมงุ้ม จึงสามารถมุดเข้าไปกินอาหารในแนวปะการังได้ดี มักกิน ฟองน้ำ กุ้ง และปลาหมึก

เกล็ดระหว่างตา 2 คู่
เต่าหัวฆ้อน (Loggerhead Turtle)

มีลักษณะคล้ายเต่าตะนุ และเต่าหญ้าผสมกัน นั่นคือมีเกล็ดกระดองด้านข้างเรียงกัน 6 คู่ (รวมเกล็ดบนต้นคอด้วย) มีหัวขนาดใหญ่กว่าเต่าตะนุ และเล็ดระหว่างตา 2 คู่ เหมือนกับ เต่ากระ จัดเป็นเต่าชนิดเดียวที่ในอดีตพบในประเทศไทย แต่ไม่ได้วางไข่บนชายหาดของไทย

อาหารของเต่าหัวฆ้อน เต่าชนิดนี้มีปากที่แหลมคม แข็งแรง สามารถขบเปล์อกหอย หรือปูที่มีเปลือกแข็งได้เป็นอย่างดี

เต่าหญ้า (Olive ridley Turtle)

จัดเป็นเต่าทะเลที่มีขนาดเล็กที่สุด และมีประชากรมากที่สุดในโลก ตัวโตเต็มวัยมีขนาดกระดอง ยาว 80 เซนติเมตร น้ำหนัก 70 กิโลกรัม กระดองมีเกล็ดสีเขียวอมเทา เรียงกัน 7-8 คู

อาหารของเต่าหญ้า ซึ่งโดยทั่วไปมักหากินกุ้ง หอย ปู แมงกะพรุน ตามแนวหญ้าทะเล เนื่องจากมีสีกระดองที่คล้ายกับหญ้าทะเล

การผสมพันธุ์
การผสมพันธุ์ของเต่าทะเล จะสามารถผสมพันธุ์ได้ หลังจากมีอายุ 15-20 ปี นั่นก็คือช่วงเวลาที่โตเต็มวัย เต่าทะเลจะผสมในช่วงฤดูผสมพันธุ์ นั่นก็ขึ้นอยู่กับชนิด ของเต่าทะเล และเป็นการผสมภายใน คือตัวผู้จะปล่อยน้ำเชื้อ เข้าไปผสมกันในรังไข่ของตัวเมีย แต่ในหนึ่งฤดู ตัวผู้และตัวเมียจะสามารถผสมกับตัวอื่น ๆ ได้ตลอด และการผสมพันธุ์กัน จะเกิดขึ้นในทะเลบริเวณใกล้กับสถานที่วางไข่
หมายเหตุ : ตัวผู้หางจะมีหางที่ยาวกว่าตัวเมีย
 
การวางไข่
หลังจากที่แม่เต่าทะเลได้รับน้ำเชื้อเข้าไปผสมกับไข่แล้ว เป็นเวลาอย่างน้อย 1 อาทิตย์ แม่เต่าทะเลจะขึ้นมาวางไข่บนชายหาด โดยอาศัย ช่วงเวลาที่น้ำทะลเขึ้นสูงสุด และมีคลื่นลมแรง เนื่องจากเต่าทะเลไม่ได้มีอวัยวะที่จนเคลื่อนตัวได้สะดวกนักบนชายหาด และยังมีน้ำหนักตัวที่หนักอีกด้วย จึงต้องอาศัยกระแสคลื่นในการผยุงตัวขึ้นบนชายหาด จากนั้นแม่เต่าจะขุดหลุมวางไข่ที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลโดยใช้ระยางค์คู่หลัง (ขาหลัง) ในระหว่างขุดหลุม วางไข่ หากเจอกับรากไม้ หรือ ทรายที่ปากหลุมถล่มลงมา หรือเจอสิ่งรบกวน แม่เต่าทะเลจะกลับลงสู่ทะเลทันที รอโอกาสใหม่ที่จะขึ้นมาวางไข่อีกครั้ง เต่าทะเลสามารถขึ้นมาวางไข่ได้ 7-9 หลุม หลุมละ 80-150 ฟองขึ้นอยู่กับชนิด แต่หลังจากนั้นจะเว้นช่วงวางไข่ไปอีก 4-5 ปี จึงจะกลับมาวางไข่บนชายหาดเดิมอีกครั้ง
- เต่าทะเลจะขับเมือกใส ๆ ลงไปรอง ที่ก้นหลุม และระหว่างวางไข่ เพื่อช่วยควบคุมอุณหภูมิ ภายในไข่ และช่วยใน การหล่อลื่น
- เต่าทะเลร้องไห้ แท้จริงแล้ว เป็นเกลือแร่ที่ขับออกมาเพื่อ หล่อเลี้ยงตา เนื่องจากเต่าทะเลจะอยู่ในทะเล เป็นส่วนใหญ่จึงต้องมีต่อม ที่จะขับเอาเกลือแร่จากน้ำทะเลออกมา
การดิ้นรนเพื่อการอยู่รอด
ลูกเต่าทะเลเติบโตอยู่ภายในไข่ ที่กลบในหลุมทราย เป็นเวลา 45-70 วัน ลูกเต่าตัวแรกเริ่มกระเทาะเปลือกไข่ให้แตก และรอให้ตัวอื่น ๆ ออกจากไข่มาพร้อมกัน นั้นอาจจะต้องใช้เวลารอ 2-3 วัน ภายในหลุมไข่ เพื่อจะได้ช่วยกันตะกรุยดินเพื่อออกจากหลุม หลังจากเปลือกไข่ส่วนมากแตกออก ก็จะเกิดช่องวางที่ทรายจะยุบตัวลง ลูกเต่าทะเลจะรู้โดยสันชาตญาณในช่วงเวลา ที่เหมาะสมในการขึ้นมาจากหลุมไข่ นั่นก็จะเป็นช่วงเวลากลางคืน เพราะจะมีโอกาสรอดจากศัตรูจำพวก ปูลม ตะกวด แลน นกทะเล หมา เป็นต้น และลูกเต่าจะวิ่งลงทะเลให้เร็วที่สุด โดยอาศัย แสงดาวและดวงจันทร์เป็นตัวนำทาง
- ลูกเต่าพยามออกจากหลุมก่อนที่จะติดอยู่ ในหลุมตาย ซึ่งเป็นความพยายามหลังจาก ออกจากเปลือกไข่ได้
- ลูกเต่าหญ้าวิ่งลงสู่ทะเล ซึ่งเป็นเพียงเต่าทะเล ชนิดเดียวที่ออกจากหลุมในช่วงกลางวัน อาจเนื่องจากเต่าหญ้ามักขึ้นมาวางไข่ พร้อมกัน และลูกเต่าก็จะออกจากหลุมหลาย หลุมพร้อมกันทีเดียว เพื่อโอกาสที่จะมีชีวิตรอดจากศัตร ูได้มากกว่าเช่นกัน
- ลูกเต่าใช้ก่อวัชพืช หรือสาหร่าย ในการพรางตัว และพักเหนื่อย

หลังจากที่ลงสู่ท้องทะเลแล้ว ลูกเต่าทะเลก็คงต้องดิ้นรน เพื่อให้รอดจากศัตรูในท้องทะเลอีกด้วย นั่นก็คือปลาขนาดใหญ่ต่างๆ โดยเฉพาะปลาฉลามที่มัก จะเข้ามาหากินตามใกล้ฝั่งในช่วงเวลากลางวัน ย่อมต้องเป็นอันตรายต่อลูกเต่าทะเลโดยตรงแน่ ลูกเต่าจะว่ายน้ำลงสู่ทะเลลึกโดยไม่หยุดพักหาอาหาร และจะใช้ไข่แดงที่ติดอยู่หน้าท้องเป็นแหล่งพลังงาน ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าลูกเต่าทะเลในช่วง 1- 3 ปี หายไปไหน เนื่องจากจะไม่พบลุกเต่าทะเลในช่วงอายุ 1-3 ปี อยู่ตามบริเวณชายฝั่งเลย

จากการศึกษาพบว่าอัตราการรอดของเต่าทะเลจนถึงช่วงวัยเจริญพันธุ์ คือ 1:100 ตัว ซึ่งเมื่อเทียบกับไข่ที่ถูกวางจำนวน 1000 ฟองแล้ว เหลือรอดมาเพียง 10 ตัวเท่านั้น นั่นยังไม่รวมถึงปัจจัยการตายที่เกิดขึ้นช่วงวางไข่

ภัยคุกคาม ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

แม้ว่าเต่าทะเลจะสามารถวิวัฒนาการมานับร้อยล้านปี แต่ปัจจุบันเต่าทะเลมีโอกาสที่จะเสี่ยงต่อการ สูญพันธุ์สูง ขึ้น ซึ่งปัจจัยที่เกิดขึ้นในปัจจุบันล้วนเกิดจากมนุษย์ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการคุกคามเต่าทะเล และถิ่นที่อาศัย

ประเทศไทยเคยอนุญาตให้มีการสัมปทานเก็บไข่เต่า ซึ่งทำให้เต่าทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ปัจจุบันจะยกเลิกสัมปทานและออกกฎหมายคุ้มครอง แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้จำนวนเต่าทะเลที่ขึ้นมาวางไข่เพิ่มจำนวนขึ้นเลย อาจเพราะเนื่องมาจาก การส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การแปลงแปลงสภาพถิ่น ที่วางไข่ของเต่าทะเล ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ทุกปีจะพบว่ามีเต่าทะเลที่ถูกใบพัดเรือท่องเที่ยวตายในระหว่างขึ้นมาวางไข่ รวมถึงเครื่องมือประมงที่ เต่าทะเลติดขึ้นมา และตายเนื่องจากจมน้ำ เช่นอวนลาก อวนลุน เบ็ดราว เป็นต้น และยังทำลายแหล่งหากินของเต่าทะเลอีกด้วย

- การล่าเต่าทะเลเพื่อผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจ

เคยมีการรายงานว่าในหมุ่บ้านประมง ประเทศกัมพูชาได้นำเอาเต่ากระ นำมาแจกจ่ายกันกินทั้งหมู่บ้าน ผลทำให้ได้รับพิษที่เต่ากระสะสมเอาไว้จาก แมงกระพรุน และดอกไม้ทะเลที่กินเข้าไป ทำให้เข้าโรงพยาบาลทั้งหมู่บ้าน และเสียชีวิต 4 คน

 

- จากภาพเต่ากระตัวเต็มวัย ที่ติดมาพร้อมอวนประมง และนำมาขายในตลาดสด
- การนำเอากระดองเต่ามาทำเป็น เครื่องประดับ

ศูนย์กิจกรรมเพื่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ENAC)
 
7/368 เมืองทองธานี ถ.ป๊อปปูล่า ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120
 
Tel. / Fax. : 02-980-4651 , 089-161-7933
 

ส่ง E-mail : enac-club@hotmail.com