| |
 |
| ลูกงูจงอาง : มีลักษณะที่แต่ต่างจากแม่ของมัน คือลำตัวจะมีสีดำ และปล้องขาวพาดขวางลำตัว |
 |
| งูจงอาง ขณะแผ่แม่เบี้ยเพื่อขู่ศัตรู |
 |
| งูจงอาง : ลักษณะเกร็ดที่หัวจะใหญ่กว่างูเห่า จัดเป็นพิษที่มีพิษรุนแรง และปริมาณมากที่สุด |
 |
| งูปาล์ม : จัดเป็นงูมีพิษหากินในเวลากลางคืน พบทางภาคใต้ ชอบอาศัยอยู่บนต้นปาล์ม |
 |
| งูปล้องทอง : ชอบอาศัยอยู่บนต้นไม้ หากินในเวลากลางคืน พบทางภาคใต้ของไทย มีพิษ |
 |
| ไข่งูปล้องทอง |
 |
| งูเขียวไผ่ : หากินอยู่บนต้นไม้ โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน พบทางภาคใต้ของไทย มีพิษที่รุนแรง |
|
|
ด้วยเหตุนี้ จึงมีการกำหนดลักษณะงูตามสรีระธรรมชาติไว้บางประการ เช่น
-
งูจะมีเรือนร่างเรียวยาว ประมาณกลมตามหน้าตัดขวางลำตัว และส่วนมากส่วนหัวจะใหญ่ คอเล็ก หางเรียวเล็กลงปลายแหลม เว้นงูบางชนิด เช่น งูสามเหลี่ยม (Bungarus fasciatus) ที่มีปลายหางกุดเหมือนปลายหางขาด ไม่เรียวแหลม
-
ผิวหุ้มกายภายนอกลำตัวงูจะมีเกล็ด ดังนั้นสัตว์บางชนิดอย่าง เขียดงู ก็ไม่ใช่งู เพราะมันไม่มีเกล็ด เกล็ดของงูเป็นลักษณะหนึ่งที่ช่วยมในการจำแนกกลุ่มของงู
-
งูมีปลายลิ้นสองแฉก สำหรับดมกลิ่นและสัมผัสอุณหภูมิ งูจึงแลบลิ้นแปลบๆ ตลอดเวลา
-
งูหลายชนิด เช่น งูในกลุ่มงูเขียวหางไหม้ จะมีช่องเปิดที่หัว (Pit) มักจะอยู่ใกล้ปาก หรือระหว่างตากับจมูก ใช้รับอุณหภูมิรอบตัว
-
งูไม่มีเปลือกตา ชนิดที่ปิดเปิดได้ งูจึงหลับตาไม่ได้ เห็นลืมตาโพลงอยู่ตลอดเวลา ที่ปิดลูกตามีเพียงเกล็ดใสครอบอยู่ เมื่องูลอกคราบก้จะลอกครอบใสนั้นไปด้วย
-
งูไม่มีหู นอกจากไม่มีใบหูแล้ว แม้ช่องเปิดหูก็ไม่มี งูเป็นสัตว์หูหนวก ไม่มีได้ยิน ไม่เคยมีการค้นคว้าว่า ในงูบางชนิดจะมี อวัยวะเล็กๆ ในตำแหน่งหูชั้นใน ไว้รับแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อย ถึงแม้งูจะไม่ได้ยิน แต่งูก็มีประสาทสัมผัสอื่นชดเชย นอกจากลิ้นแล้ว งูยังมีข่ายประสาทที่ไว ประสานกันตามรอยต่อของเกล็ด ว่ากันว่า แม้ใบไม้แห้งหล่นลงสู่พื้นก็สามารถรู้ได้
-
กระดูกขากรรไกร ส่วนล่าง ปลายด้านหน้าจะไม่ติดกัน เป็นส่วนที่ทำให้งูกลืนอาหารชิ้นโตๆ หรือสัตว์ขนาดใหญ่ได้
-
โครงกระดูกงู เป็นลักษณะที่มีแกนของกระดูกสันหลังประกอบด้วยซี่โครง เกือบตลอดทั้งตัว คือ กะโหลกหัวเท่านั้นที่ไม่ใช่กระดูกสันหลัง เว้นบางข้อในส่วนปลายสุดของหาง ไม่ปรากฏกระดูกชุดขาหน้าและขาหลัง ไม่มีกระดูกเชิงกรานกะโหลก ส่วนฟันจะสามารถจำแนกชนิดของงูได้
-
ไม่ว่าส่วนใดของงูจะไม่มีขน เคยมีผู้เล่าว่า ที่ประเทศอินเดียมีงูที่มีขนขึ้นระหว่างเกล็ด แท้จริงเป็นการกระทำขึ้นเพื่อหลอกลวง
-
งูบางชนิดมีติ่งเกล็ดแหลม (Spur) อยู่ประมาณสองข้างของทวารร่วม มีลักษณะเป็นเดือยเล็กๆ ตัวผู้จะมีเกล็ดติ่งใหญ่กว่าของตัวเมีย งูจะใช้ติ่งเกล็ดนี้กระตุ้นทางเพศ งูตัวผู้จะขยับติ่งเกล็ดเขี่ยตัวเมียก่อนการผสมพันธุ์
ในโลกนี้ มีงูไม่ต่ำกว่า 3,500 ชนิด ในประเทศไทยพบงูไม่ต่ำกว่า 180 ชนิด ในจำนวนนี้เป็นงูพิษ 45 ชนิด และงูพิษอ่อนที่เป็นอันตราย 12 ชนิด รวมเป็นงูที่เป็น อันตรายต่อมนุษย์เพียง 57 ชนิดเท่านั้น ที่เหลือเป็นงูพิษอ่อนที่ไม่เป็นอันตรายและงูไม่มีพิษ นอกจากนั้นยังมีงูหลายชนิดที่อาจกล่าวได้ว่า กัดไม่เป็น ธรรมชาติให้สัญชาตญาณกับมันว่า ถ้าไม่ใช่สิ่งที่เป็นอาหาร มันก็จะไม่อ้าปากกัด เช่น งูก้นขบ (Cylindrophis ruffus) เป็นต้น
|
|
งูเห่าพ่นพิษสีดำ |
งูเห่าสีนวล |
|
|
งูเห่าไทยขาว |
งูเห่าไทยเผือก |
งูเห่า : ชอบออกหากินในเวลากลางคืน ตามทุ่งหญ้า พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย
|
ดังนั้น การพบเห็นงก็จะอย่าคิดเหมาเอาว่างูเป็นสัตว์ร้ายเสมอไป งูบางชนิดนอกจากจะไม่ใช่งูพิษแล้ว ยังสร้างประโยชน์ให้กับสังคมมนุษย์ด้วยซ้ำ เช่น งูทางมะพร้าว (Elaphe radiata) นอกจากเป็นงูไม่มีพิษ กัดไม่เป็นอันตรายแล้ว ยังมีสสีสันลวดลายสวยงาม ประดับประดาให้โลกมีชีวิตชีวา และที่สำคัญ อาหารหลักของงูชนิดนี้คือหนู งูทางมะพร้าวจึงเป็นตัวกำจัดหนูตามธรรมชาติ ยังประโยชน์แก่เกษตรกรรมเป็นอันมาก
|
|
งูก้นขบเผือก |
งูก้นขบ : หากินใต้พื้นดินในช่วงเวลากลางคืน แต่ไม่มีพิษ พบได้ทั่วประเทศไทย มักให้หางหลอกศัตรู |
|
|